[โครงสร้างภายในตัวเลขของ Footprint Chart]
ราคา 1.08500 | [Market Sell] 120 x 450 [Market Buy] → บนขวา
ราคา 1.08490 | [Market Sell] 85 x 310 [Market Buy]
ราคา 1.08480 | [Market Sell] 240 x 90 [Market Buy] → ล่างซ้าย
ขั้นตอนที่ 1: ราคาวิ่งย่อยตัวลงมาแตะที่บริเวณ Major Order Block ของไทม์เฟรมภาพใหญ่ (Topic 39)
↓
ขั้นตอนที่ 2: แท่งเทียนปิดตัวลงเป็นแท่งเนื้อสีแดงขนาดใหญ่ ทลวงลึกเข้ากล่องแนวรับ (ดูภายนอกเหมือนกราฟจะทะลุโลก)
↓
ขั้นตอนที่ 3: เปิดหน้าจอ Footprint ส่องดูเนื้อในแท่งแดงนั้น พบว่าค่า Delta พลิกกลับมาเป็นบวกสวนทางทรงพลัง (+ Delta)
↓
ขั้นตอนที่ 4: เกิดพฤติกรรม "Absorption" (รายใหญ่ตั้งกำแพง Bid รับของหนาแน่น จนแรง Market Sell ของเม่าโดนดูดซับหมดเกลี้ยง)
↓
ขั้นตอนที่ 5: เปิดคำสั่ง BUY ทันทีที่แท่งเทียนถัดไปเริ่มขยับ วาง SL ไว้ใต้ปลายแท่งแดงที่เป็นจุดเกิดเหตุล่าสภาพคล่อง (Topic 38)
Stop Loss Distance = Current ATR (14) x Multiplier[/color]ขั้นตอนที่ 1: กำหนดจำนวนเงินที่เรายอมขาดทุนได้สูงสุดในไม้นั้น (เช่น 1% ของพอร์ต $10,000 = $100)
↓
ขั้นตอนที่ 2: เปิดกราฟหน้างาน ดูค่า ATR ปัจจุบัน แล้วคำนวณระยะ SL (เช่น ATR = 200 จุด x Multiplier 2 = 400 จุด)
↓
ขั้นตอนที่ 3: นำตัวแปรเข้าสูตรคำนวณสากล: Lot Size = จำนวนเงินเสี่ยง ($100) ÷ (ระยะ SL (400) x Value of 1 Point)
↓
ขั้นตอนที่ 4: คอมพิวเตอร์ประมวลผลได้ผลลัพธ์ออกเป็นขนาดสัญญาที่แท้จริง (เช่น ไม้นี้ออกได้สูงสุด 0.25 Lots)
↓
ขั้นตอนที่ 5: กดส่งออเดอร์เข้าตลาดอย่างมีวินัย ไร้อารมณ์ครอบงำตามหลักจิตวิทยา
[สายรันเทรนด์ระยะยาว (Position / Swing Trader)]
► ภาพใหญ่หาทิศทาง: Weekly / Daily ──► ภาพกลางหาโซนเล่น: H4 ──► จุดสไนเปอร์ออเดอร์: H1
[สายเก็งกำไรระหว่างวัน (Intraday Trader - แนะนำสูงสุด)]
► ภาพใหญ่หาทิศทาง: Daily / H4 ──► ภาพกลางหาโซนเล่น: H1 ──► จุดสไนเปอร์ออเดอร์: M15 หรือ M5
[สายซิ่งความเร็วสูง (Scalper / HFT Manual)]
► ภาพใหญ่หาทิศทาง: H1 ──► ภาพกลางหาโซนเล่น: M15 ──► จุดสไนเปอร์ออเดอร์: M5 หรือ M1
อ้างถึง❓ แล้วสถาบันการเงินจะไปหาแรงเทขาย (Sell Orders) จำนวนมากมาจากไหน?
คำตอบง่ายมากครับ! คำสั่ง Stop Loss ของคนที่เปิดสถานะ BUY ในตลาด ก็คือคำสั่ง Sell Stop (บังคับขายตัดขาดทุน) นั่นเอง!**
ดังนั้น รายใหญ่จึงใช้วิธีโยนหินถามทาง ทุบราคาให้ร่วงทะลุแนวรับลงไปนิดหน่อย เพื่อปลุกชนวนให้คำสั่ง Stop Loss (Sell Stop) ของรายย่อยนับแสนบัญชีทำงานพร้อมกัน เมื่อรายย่อยโดนบังคับขาย สถาบันการเงินก็จะได้ "ฝั่งขาย" ปริมาณมหาศาลมาจับคู่กับออเดอร์ BUY ของตัวเองทันที! ปรากฏการณ์กวาดล้างพฤติกรรมนี้แหละครับที่เราเรียกกันว่า Stop Hunt** หรือ **Liquidity Sweep**
ขั้นตอนที่ 1: ตีเส้นระบุแนวรับ-แนวต้านหลักใน Timeframe H1/H4 (จุดที่เม่ามองเห็นชัดเจน)
↓
ขั้นตอนที่ 2: อย่าเพิ่งตั้งออเดอร์ใดๆ ตรงเส้นนั้น ให้ปล่อยให้ราคาวิ่งทะลุเส้นแนวรับลงไป (False Breakout)
↓
ขั้นตอนที่ 3: เปิด Timeframe ย่อย M5 หรือ M15 เฝ้ารอให้ราคาสะบัดกลับขึ้นมาปิดเหนือแนวรับเดิมให้ได้
↓
ขั้นตอนที่ 4: เกิดแท่งเทียน Rejection หรือเกิด CHoCH (การเปลี่ยนนิสัยราคา) คอนเฟิร์มว่านี่คือ "Stop Hunt" ไม่ใช่การเบรกจริง
↓
ขั้นตอนที่ 5: เข้าสถานะ BUY ทันทีที่ราคาดีดกลับ โดยตั้ง Stop Loss ไว้ใต้ไส้เทียนที่ยาวที่สุดที่เพิ่งสะบัดไป (ปลายไส้ Stop Hunt)
ขั้นตอนที่ 1: เปิดกราฟ Timeframe H1/H4 วางอินดิเคเตอร์ Fixed Range Volume Profile ครอบชุดคลื่นราคาล่าสุด
↓
ขั้นตอนที่ 2: มองหาเส้นแดง POC (Point of Control) เช็คดูว่าตรงกับกล่อง Order Block (OB) ของระบบ SMC หรือไม่
↓
ขั้นตอนที่ 3: หากเส้น POC ซ้อนทับอยู่กับ Order Block ในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ จุดนั้นเรียกว่า "Confluence Zone"
↓
ขั้นตอนที่ 4: ตั้งคำสั่ง Limit Order ล่วงหน้าดักไว้ที่เส้น POC โดยตั้ง Stop Loss ไว้หลังบริเวณหุบเหว Low Volume Node (LVN)
↓
ขั้นตอนที่ 5: ตั้ง Take Profit (TP) ไว้ที่เส้นขอบฝั่งตรงข้าม เช่น เข้าซื้อที่ VAL ให้ไปขายที่ VAH หรือ POC ถัดไป
อ้างถึง💡 กลไกการขับเคลื่อนราคาสไตล์ Fund Flow:
• เมื่อธนาคารกลางประเทศ A ประกาศ "ขึ้นอัตราดอกเบี้ย" (Hawkish Tone) -> นักลงทุนสถาบันทั่วโลกจะพากันแลกเงินเพื่อเอามาฝากในธนาคารหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศ A เพื่อกินดอกเบี้ยที่สูงขึ้น -> ความต้องการเงินสกุล A เพิ่มขึ้น -> ค่าเงินสกุล A แข็งค่าขึ้นทันที
• ในทางกลับกัน ถ้าประเทศ B ประกาศ "ลดอัตราดอกเบี้ย" (Dovish Tone) หรือทำ QE พิมพ์เงินเข้าระบบ -> เงินจะไหลออกจากประเทศ B ไปหาประเทศอื่นที่ให้ดอกเบี้ยดีกว่า -> ค่าเงินสกุล B อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง
R:R Ratio = ขนาดของกำไรเฉลี่ย (Average Win) ÷ ขนาดของขาดทุนเฉลี่ย (Average Loss)ระบบที่ยอดเยี่ยมไม่จำเป็นต้องมี Win Rate สูง หากระบบของคุณมี R:R อยู่ที่ 1:3 (แพ้เสีย $10 ชนะได้ $30) คุณมี Win Rate แค่ 30% คุณก็กำไรมหาศาลแล้วครับExpectancy = (Win Rate x Average Win) - (Loss Rate x Average Loss)ตัวอย่างการตีความ:Profit Factor = ผลรวมกำไรทั้งหมด (Gross Profit) ÷ ผลรวมขาดทุนทั้งหมด (Gross Loss)[รหัสความคิดในการสร้างระบบเทรด]
ไอเดียระบบเทรด → Backtest ย้อนหลัง 3 ปี → (หากผ่าน) → Forward Test บนพอร์ต Cent/Demo 3 เดือน → (หากสถิติตรงกัน) → ลุยพอร์ตจริง
• พอร์ตติดลบ 10% -> ต้องทำกำไรคืน 11% ถึงจะเท่าทุน
• พอร์ตติดลบ 30% -> ต้องทำกำไรคืน 43% ถึงจะเท่าทุน
• พอร์ตติดลบ 50% -> ต้องทำกำไรคืน 100% ถึงจะเท่าทุน!
• พอร์ตติดลบ 70% -> ต้องทำกำไรคืน 233% ถึงจะเท่าทุน!!
• พอร์ตติดลบ 90% -> ต้องทำกำไรคืน 900% ถึงจะเท่าทุน!!!
ขั้นตอนที่ 1: ดูโครงสร้างใน Timeframe ใหญ่ (เช่น H4 หรือ D1) -> หาเทรนด์หลักและจุด Order Block ใหญ่
↓
ขั้นตอนที่ 2: สังเกตการเกิด FVG และ Liquidity Pool ที่ราคากำลังวิ่งไปหา
↓
ขั้นตอนที่ 3: เมื่อราคาเข้าสู่ระดับ Order Block ของ H4 ให้ย่อย Timeframe ลงไปที่ M15 หรือ M5
↓
ขั้นตอนที่ 4: รอให้เกิด CHoCH (การเปลี่ยนนิสัยราคาในตลาดย่อย) เพื่อยืนยันว่ารายใหญ่เริ่มกลับตัวจริง
↓
ขั้นตอนที่ 5: ตั้งคำสั่ง Limit Order (Buy Limit/Sell Limit) ไว้ที่ Order Block ย่อยของ M15 พร้อมวาง SL ไว้หลังบล็อกนั้น